ฟาโรห์ตุตันคาเมน

กุมภาพันธ์ 13, 2009

ประวัติฟาโรห์

                              ตุตันคาเมน

                                                                  

   ตุตันคาเมน เป็นโอรสของ ฟาโรห์ อัคนาเตน กับพระสนมคียา  เป็นฟาโรห์องค์ที่ 12 ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์  ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุเพียง  10 ชันษา เป็นกษัตรยิ์ในระหว่าง ปี  1334  ก่อนคริสตกาล  ชื่อเสียงของพระองค์ไม่ได้เป็นที่รู้จักในนามของพระปรีชาสามาถในเรื่องการปกครอง  แต่มีชื่อเสียงแพร่กระจายไปทั่งทุกมุมโลกก็เพราะ  การขุดพบสุสานของพระองค์ ซึ่งนับว่าเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ  เกี่ยวกับสมบัติอันล้ำค่าและมัมมี่  ที่ทรงมีหน้ากากปิดพระพักตร์ที่ทำด้วยทองคำเหลืองอร่ามและประดับประดาด้วยเครื่องประดับหลายชนิด  ซึ่งสมบัติเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการบอกเล่าด้านศิลปวัฒนธรรมและเรื่องของอียิปต์โบราณที่มีความสำคัญต่อการได้รับรู้เรื่องการดำรงชีวิตของฟาโรห์ในสมัยก่อนรวมทั้งการปกครองที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในด้านต่าง  ๆ

          เนื่องจากขึ้นครองราชย์ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ คือ  10 ชันษา  ดังนั้นอำนาจในการบริหารบ้านเมืองจึงตกอยู่ในมือของอัครมหาเสนาบดี  “อัยย์”  และหัวหน้านักบวชแห่งจอมเทพอามอน กับนายพบโฮเรมเฮป  ผู้บัญชาการทหาร   และนายทหารอาชีพกองประจำการ  หลังจากนั้นเพียง 10 ปี  ฟาโรห์ตุตันคาเมน  ก็สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน  โดยลักษณะของพระศพ  กระโหลกศีรษะมีรอยแตกและยุบ  ซึ่งทุก คนเชื่อว่าน่าจะเกิดมาจาการถูกลอบปลงพระชนม์

                          พระศพของพระองค์ถูกตกแต่งและเก็บไว้ในโลงศพที่ทำด้วยทองคำถึง 4 ชั้น  แต่ละชั้นประดับประดาด้วยทองคำและเครื่องประดับอื่น   ๆ  ที่วิจิตรสวยงามตระการตา สมบัติทุกชิ้นนับตั้งแต่  เครื่องประดับ   ของใช้  เก้าอี้ รถทรง ฯลฯ ล้วนทำจากวัสดุที่มีค่า  ลวดลายงดงาม ซึ่งยากนักที่ผู้ที่ได้พบเห็นจะบรรยายได้

                    สิ่งที่มาพร้อมกับการขุดพบสุสานของฟาโรห์องค์นี้นั้นก็คือ  คำสาป  ที่ทำให้ทุกคนที่ได้ข้ามาเกี่ยวข้องต้องเสียชีวิตทั้งหมด  แม้แต่  ผู้ที่ห้การสนับสนุน และผู้ที่ลงมือขุดสุสาน  ก็เสียชีวิตลงรวมทั้งสิ้น  25 คน   คำสาปที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นคำสาปอาถรรพ์นั่นก็คือ

    “มรณะจักโบกบินมาสังหารสู  ผู้บังอาจรังความสันติสุขแห่งองค์ฟาโรห์”

  หลังจากการสิ้นพระชนม์ของฟาโรห์  นานถึงสามพันปี  นักโบราณคดีได้ทำการพิสูจน์ ร่างกายของพระองค์ โดยการสแกนและ เอ็กซเลย์   ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า  ทำให้พบหลักฐานสำคัญที่สามรถสรุปได้ว่า  พระองค์สิ้นพระชนม์เพราะอุบัติเหตุจากการที่กระโหลกศีรษะถูกระทบอย่างแรง   ข้อศอก  หัวเข่าและร่องรอยบาดแผลอื่น  ๆ  ซึ่งเชื่อได้ว่า  เกิดจากตกจากรถทรง  หรือรถม้าขณะที่กำลังล่าสัตว์  

พิฆเณศ

กุมภาพันธ์ 13, 2009

ประวัติพระพิฆเณศ

                          พระพิฆเณศ

                                                                   ganesh.gif

 

 

 

            นโอรสของพระอิศวรกับพระอุมา  เป็นพี่พระขันทกุมาร  มีลักษณะเป็นปราชญ์ มี ปัญญาว่องไว  ส่วนพระขันทกุมารมีนิสัยตรงไปตรงมา  มีชายาสององค์ คือ นางพุทธิ และ นางสิทธิ ( เป็นธิดาของประชาบดีอิศวรูป  มีบุตรที่เกิดจากนางพุทธิชื่อลาภะ   และเกิดจากนางสิทธิ ชื่อ เกษมเป็นผู้เขียนคัมภีร์มหาภารตะจากวาจาของพระฤษีวยาส  นามที่เรียกกันได้แก่  พิฆเนศวร  คเณศ   คณปติ สิทธิธาดา  สิทธิบดี  คณปุคว วินายก    ผู้ขจัดความขัดข้อง )    วักรตุณฆ  ผู้มีงวงคดโกง )    รัตตุนท ผู้มีงวงสีแดง เหรัมภ ( ผู้ป้องกัน ) ทวิเทหก  ( ผู้มีกายสองลอน สัมโพทร  ( ผู้มีท้องย้อย  มโหทร   ( ผู้มีท้องใหญ่  วิกัฏ  ( ผู้พิการ ) อขุรถ  ( ผู้ทรงหนูเป็นพาหนะ เอกทันต์  ( ผู้มีงาเดียว ) คชานน   กรีมุข  คชวัทน  ( ผู้มีหน้าเป็นช้าง )

    ทำหน้าที่เป็นนายกองปีกซ้ายเมื่อคราวพระอิศวร ยกทัพไป ปราบตรีบูรัม   อวตารมาเป็นเสนาวานรพวกสิบแปดมงกุฎ  ชื่อ  นิลขัน

v    พิเนศ     เทวกุมาร   สีสัมฤทธิ์  พักตร์ช้าง              

เทวดา

กุมภาพันธ์ 11, 2009

                                                                  พระนารายณ์

                                                                   rama1.jpg

พระนารายณ์ พระมเหสักขเทวราช สีกายดอกตะแบก สี่กร
พระนารายณ์ หรือ พระวิษณุ ตามคัมภีร์ปุราณะกล่าวว่า พระอิศวร เป็นผู้สร้างพระนารายณ์ เพื่อจะได้มาเป็นผู้ช่วยสร้างสวรรค์และโลกมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าที่พระองค์จะทำเองได้ จึงนำหัตถ์ซ้ายมาลูบหัตถ์ขวา และได้บังเกิดเป็นพระนารายณ์ขึ้น มีพระนามเรียกขานจากความแตกต่างกันตามสภาวกาล เช่น อนันตะ ( ไม่สิ้นสุด ) จตุรภุช ( ผู้มีสี่กร ) มุรานิ ( ผู้เป็นศัตรูแห่งมุระ ) โคบาล ( ผู้เลี้ยงวัว ) นระ( ผู้ชาย )นารายณ์ ( ผู้ที่เคลื่อนที่ไปทางน้ำ ) ปัจจายุทธ (พระผู้มีอาวุธ 5 อย่าง )มโหทร กฤษณะ โควินทะ ชลศายิน ( ผู้ประทับเหนือสายน้ำ ) พระพิษณุหริ อนันตไศยน ( ผู้นอนบนแท่นอนันตนาคราช )ลักษมีบดี ( พระสวามีของพระนางลักษมี )เกศวะ ( ผู้มีผมอันสวยงาม ) กิรีติน ( ผู้สวมมงกุฎ )
การอวตาร ของ พระนารายณ์ ทั้ง 10 ปาง มีดังนี้คือ
ปางที่ 1 วราหาวตาร ( เป็นหมูเผือกมีเขี้ยวเพชร ปราบหิรัณยักษ์ )
ปางที่ 2 กุรมาวตาร ( เป็นเต่าทอง เพื่อปราบอสูรมัจฉา )
ปางที่ 3 มัตสยาอวตาร ( เป็นปลากรายทอง ชื่อ ศผริ ช่วยน้ำท่วมโลก )
ปางที่ 4 นรสิงหาวตาร ( ลักษณะกายเป็นครึ่งสิงห์ ปราบหิรัณยกศิปุ )
ปางที่ 5 ทวิชาวตาร ( วามนาวตาร )(เป็นพราหมณ์แคระ เพื่อช่วยเหลือพระอินทร์ที่ต่อสู้กับอสูรตนหนึ่งที่มีนามว่า พลี ที่ ได้ยกทัพมาตีเมืองสวรรค์)
ปางที่ 6 มหิงสาวตาร (เป็น ควายไปจัดการสังหารอสูรพรหมตนหนึ่ง ที่บังอาจเนรมิตกายเป็นมหิงสาเข้าไปขวิดเขาพระสุเมรุของพระอิศวร )
ปางที่ 7 อัปสราวตาร ( เป็นนางอัปสร ร่ายรำหลอกล่อนนทก ตอนนนทกได้รับประทานนิ้วเพชร จากพระอิศวร )
ปางที่ 8 รามาวตาร ( เป็นพระราม โอรสท้าวทศรถ กรุงอยุทธยา มาปราบท้าวราพนาสูร หรือ ทศกัณฐ์ )
ปางที่ 9 กฤษณาวตาร ( เป็นพระกฤษณะ เพื่อปราบอสูร กังสะ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระปิตุลาของพระกฤษณะ )
ปางที่ 10 กัลกยาวตาร ( เป็นมนุษย์ มีนามว่า วีรบุรุษขี่ม้าขาว เพื่อปราบเหล่าร้ายที่มีมากมายในโลกมนุษย์ )

             พระนารายณ์ประทับอยู่ ณ กระเษียรสมุทร มี สี่กร ทรง สังข์ คทา จักร ศร มีเหสี ฝ่ายขวาชื่อ พระลักษมี ฝ่ายซ้าย ชื่อ พระศรี มีกุมารที่เกิดจากประทุมเกสรในอุทรแล้วนำไปถวายพระอิศวร เรียกว่านัดดาพระศุลี ชื่อ อโนมาตัน เป็นปฐมกษัตริย์ กรุงอยุทธยา
เมื่อหิรันตยักษ์ คิดกำเริบม้วนแผ่นดินทั้งสามทวีป เหาะลงไปยังบาดาล แปลงกายเป็นสุกร ไปขวิดหิรันตยักษ์จนตาย แล้วขวิดเอาแผ่นดินมาไว้ยังที่เดิม
เมื่อนนทกได้รับพรจากพระอิศวรให้มีนิ้วเป็นเพชรได้ไปฆ่าเทวดาล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ได้แปลงกายเป็นนางอัปสร ไปยั่วยวนและหลอกให้ร่ายรำตาม จนถูกนิ้วเพชรชี้เข้าหาตัวเอง แล้วฆ่าตาย สาปให้ลงมาเกิดเป็นทศกัณฐ์
                     ได้วางแผนลวงทศกัณฐ์ที่คิดกำเริบของพระอุมาภควดีไปให้นำมาส่งคืนและขอนางมณโฑไปแทน
                  เมื่อพระอิศวรได้รับเรื่องจากพระฤษีกไลโกฎเพื่อเชิญให้อวตารลงไปเพื่อปราบ   ยุคเข็ญ ก็รับจะอวตารลงมาพร้อมกับพระลักษมี แต่ได้ท้วงว่า
                  ปางนี้อสูรหมู่ยักษ์               เรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์มหิมา
        จะขอคทาเพชรจักรา                    ทั้งมหาสังข์ทักษิณาวัฎ
        กับนาคอันเป็นบัลลังก์ทรง          ไปเกิดร่วมวงศ์พงศ์กษัตริย์
       ในมหานครจักรพรรดิ                    กำจัดอาธรรม์อันธพาล
       ขอทั้งองค์พระลักษมี                    ชนนียอดโลกสงสาร
       กับเทวาไปเป็นบริวาร                    จะได้ช่วยสังหารกุมภัณฑ์ ฯ
พระอิศวรได้ฟัง จึงได้จัดบริวารให้
               ยุคนี้ก็แจ้งมาแต่ก่อน               ว่าโลกจะเดือดร้อนไปภายหน้า
       จึงจัดฝูงเทพโยธา                            ไปคอยช่วยเข่นฆ่าราวี
       ล้วนกำเนิดเกิดในประยูรวงศ์           พงศ์พระยาพานรเรืองศรี
       ทั้งชมพูขีดขินธานี                            แต่ละคนย่อมมีปรีชาชาญ
      เจ้าไปเถิดเกิดเป็นกษัตริย์                สุริยวงศ์จักรพรรดิมหาศาล
      ทรงนามพระรามอวตาร                    ในสถานกรุงศรีอยุทธยา
     จักรเป็นพระพรตยศยง                      ถัดองค์พระนารายณ์เชษฐา
     ฝ่ายสังข์บัลลังก์นาคา                        เป็นพระลักษณ์อนุช
    อันซึ่งคทาวราวุธ                                 เป็นพระสัตรุดชาญสมร
    องค์พระลักษมีบังอร                         ไปเกิดในนครลงกา
    ชื่อว่าสีดานงลักษณ์                           เป็นบุตรทศพักตร์ยักษา
   จงไปศรีสวัสดิ์วัฒนา                           อย่ามีโรคาเภทภัย ฯ
พระนารายณ์ ได้อวตารลงมาเกิดเป็นโอรสของท้าวทศรถแห่งกรุงอยุทธยากับนางเกาสุริยา มีนามว่าพระราม มีความหมายว่า น่ารัก กายสีเขียวดอกตะแบก เหมือนรัศมีของพระนารายณ์
 

                  

เกร็ดภาษาไทย

กุมภาพันธ์ 10, 2009

                                                          เกร็ดภาษาไทย

เสียง สระ พยัญชนะ คำ
 คำในภาษาไทย คำ ๆ เดียว อาจมีความหมายใช้ได้หลายหน้าที่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปคำ ก็จะรู้ความหมายได้โดยการดูจากตำแหน่งในประโยคนั้น เช่น คัน ฟัน หน้า เขา
. สระเดี่ยว คือ สระที่ออกเสียงโดยส่วนของลิ้นทำหน้าที่เพียงส่วนเดียว เสียงที่เกิดขึ้นจะมีเพียงเสียงเดียว สระเดี่ยว ได้แก่
อะ อา อิ อี อึ อื
อุ อู เอะ เอ แอะ แอ
เออะ เออ โอะ โอ เอาะ ออ
 สระผสม คือ สระที่มีเสียงควบกันสองเสียง ได้แก่
เอียะ เอีย เอือะ เอือ อัวะ อัว เอา อาว ไอ อาย
 การออกเสียงพยัญชนะไทย แยกตามฐานกรณ์ มีดังนี้
1. ฐานคอ ได้แก่ ท อ ฮ
2. ฐานเพดานอ่อน ได้แก่ ก ข ค ง
3. ฐานเพดานแข็ง ได้แก่ จ ฉ ช ส ซ ย ร
4. ฐานฟัน ได้แก่ ด ต ถ ท น ล
5. ฐานริมผีปาก ได้แก่ บ ป ผ พ ม ว ฝ และ ฟ
สำหรับเส้นเสียงนั้น ไม่นับว่าเป็นฐานในการเกิดเสียง
 เสียงเสียดแทรก หรือที่เรียกว่า พยัญชนะเสียดแทรก ซึ่งถือว่าเป็นเสียงที่ถูกขัดขวางบางส่วน ได้แก่ ส ซ ฝ ฟ และ
ทร ที่ออกเสียงเป็น ซ ก็ถือว่าเป็นเสียงเสียดแทรก
 การเรียงพยางค์ ( การเคียงกันมา ) หมายถึง แต่ละเสียงจะออกเสียง เต็มเสียง โดยที่เสียงทั้งสองไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เช่น
เขาจากไปแล้ว ฉันเป็นนักเรียน ทุกคนรักชาติ พ่อเป็นชาวนา
 พยัญชนะตัว ญ ร ล ฬ เมื่อทำหน้าที่เป็นพยัญชนะต้น จะออกเสียงต่างกัน แต่เมื่อทำหน้าที่เป็นตัวสะกด จะออกเสียงเหมือนกัน เช่น
ญ ร ล ฬ
ผจญ จราจร มงคล จุฬ
ผลาญ มังกร ประมวล
 พยัญชนะนาสิก คือ พยัญชนะระเบิดเสียงออกไปทางจมูก ได้แก่ น
 พยัญชนะต่ำเดี่ยว ได้แก่ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ
เมื่อต้องการออกเสียงให้ครบทั้ง 5 เสียง ต้องใช้พยัญชนะเสียงสูง
และ พยัญชนะเสียงกลางช่วย ทำให้ได้เสียงจัตวากับเสียงเอก เช่น
หญ้า หน่วย หมวย หยก หลา
 คำอุปมา คือ คำที่ใช้เปรียบเทียบ
 คำซ้อน มี 2 ประเภท คือ ซ้อนเพื่อความหมาย และ ซ้อนเพื่อเสียง เมื่อนำคำมาซ้อนกันแล้วทำให้ได้คำที่มีความหมายใหม่ เช่น คำว่า

 คำประสม คือ คำที่มีคำ 2 คำ หรือมากกว่านั้นมาประสมกันเข้าเป็น คำใหม่อีกคำหนึ่ง ซึ่งความหมายจะอยู่ที่คำต้น ส่วนคำที่ตามมาจะเป็นคำขยาย เช่น
ดีใจ ชาวนา ที่ดิน แม่เหล็ก
ตั้งใจ ของขวัญ ช่างทอง หมอความ
เครื่องบิน หัวหอม น้ำมนตร์
ความดี การเมือง

คำซ้อน คือ
 มะ ที่นำหน้าคำบอกกำหนดวัน ได้แก่ มะรืน มะเรื่อง กร่อนเสียงมาจากคำว่า เมื่อ คือ คำว่า เมื่อวาน เมื่อวานซืน
 ประโยคคำถาม จะมีคำวิเศษณ์แสดงคำถาม ได้แก่ คำว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร หรือไม่
 คำที่จะใช้บอกพหูพจน์ คือ
1. ใช้คำขยาย มาก มากมาย หลาย
2. ใช้คำบอกจำนวนนับ สอง สาม สี่ ห้า หก ฯลฯ
3. ใช้คำซ้ำ เช่น เด็ก ๆ หนุ่ม ๆ สาว ๆ
 คำนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรม อาจจะเปลี่ยนตำแหน่งได้หากต้องการเน้นความนั้น ๆ เช่น
แกงไก่ที่แม่ปรุงอร่อยมาก
แม่ปรุงแกงไก่ได้อร่อยมาก
 คำอุทาน คือ คำที่เปล่งออกมาด้วยอารมณ์สะเทือนใจ ตกใจ ดีใจ หรือแปลกใจ เช่น โครม ครืน อุ๊ย ว้าย ตาเถรตกน้ำ
 ลักษณนาม คือ คำที่กำหนดขึ้นไว้ใช้ท้ายคำคุณศัพท์บอกจำนวนนับหรือประมาณ เช่น ใบ คัน ด้าม ผืน ตัว อัน ฯลฯ
 การใช้ภาษา คือ การสื่อสารทำความเข้าใจกันโดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือ คือ ระบบสัญลักษณ์
 สำนวน คือ ถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นอย่างกะทัดรัด คมคาย
คำพังเพย คือ คำกล่าวอย่างกลาง ๆ ซึ่งใช้ตีความให้เข้ากับเรื่อง
สุภาษิต คือ ถ้อยคำที่เป็นข้อแนะนำ ท้วงติง สั่งสอน
 พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
คำที่พิมพ์ด้วยตัวหนา หมายถึงอะไรบ้าง
 คำไทย คำบาลี สันสกฤต เขมร มลายู อังกฤษ ชวา
1. คำไทย – กังหัน เกวียน ขนม ใจ ช้าง โง่ จาน
มือ ม้า ผา ตะวัน บุหรี่ มือ ประกอบ
มะม่วง ดอกไม้ ตุ่น
เขมร ข

เสียง สระ พยัญชนะ คำ
 คำในภาษาไทย คำ ๆ เดียว อาจมีความหมายใช้ได้หลายหน้าที่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปคำ ก็จะรู้ความหมายได้โดยการดูจากตำแหน่งในประโยคนั้น เช่น คัน ฟัน หน้า เขา
. สระเดี่ยว คือ สระที่ออกเสียงโดยส่วนของลิ้นทำหน้าที่เพียงส่วนเดียว เสียงที่เกิดขึ้นจะมีเพียงเสียงเดียว สระเดี่ยว ได้แก่
อะ อา อิ อี อึ อื
อุ อู เอะ เอ แอะ แอ
เออะ เออ โอะ โอ เอาะ ออ
 สระผสม คือ สระที่มีเสียงควบกันสองเสียง ได้แก่
เอียะ เอีย เอือะ เอือ อัวะ อัว เอา อาว ไอ อาย
 การออกเสียงพยัญชนะไทย แยกตามฐานกรณ์ มีดังนี้
1. ฐานคอ ได้แก่ ท อ ฮ
2. ฐานเพดานอ่อน ได้แก่ ก ข ค ง
3. ฐานเพดานแข็ง ได้แก่ จ ฉ ช ส ซ ย ร
4. ฐานฟัน ได้แก่ ด ต ถ ท น ล
5. ฐานริมผีปาก ได้แก่ บ ป ผ พ ม ว ฝ และ ฟ
สำหรับเส้นเสียงนั้น ไม่นับว่าเป็นฐานในการเกิดเสียง
 เสียงเสียดแทรก หรือที่เรียกว่า พยัญชนะเสียดแทรก ซึ่งถือว่าเป็นเสียงที่ถูกขัดขวางบางส่วน ได้แก่ ส ซ ฝ ฟ และ
ทร ที่ออกเสียงเป็น ซ ก็ถือว่าเป็นเสียงเสียดแทรก
 การเรียงพยางค์ ( การเคียงกันมา ) หมายถึง แต่ละเสียงจะออกเสียง เต็มเสียง โดยที่เสียงทั้งสองไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เช่น
เขาจากไปแล้ว ฉันเป็นนักเรียน ทุกคนรักชาติ พ่อเป็นชาวนา
 พยัญชนะตัว ญ ร ล ฬ เมื่อทำหน้าที่เป็นพยัญชนะต้น จะออกเสียงต่างกัน แต่เมื่อทำหน้าที่เป็นตัวสะกด จะออกเสียงเหมือนกัน เช่น
ญ ร ล ฬ
ผจญ จราจร มงคล จุฬ
ผลาญ มังกร ประมวล
 พยัญชนะนาสิก คือ พยัญชนะระเบิดเสียงออกไปทางจมูก ได้แก่ น
 พยัญชนะต่ำเดี่ยว ได้แก่ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ
เมื่อต้องการออกเสียงให้ครบทั้ง 5 เสียง ต้องใช้พยัญชนะเสียงสูง
และ พยัญชนะเสียงกลางช่วย ทำให้ได้เสียงจัตวากับเสียงเอก เช่น
หญ้า หน่วย หมวย หยก หลา
 คำอุปมา คือ คำที่ใช้เปรียบเทียบ
 คำซ้อน มี 2 ประเภท คือ ซ้อนเพื่อความหมาย และ ซ้อนเพื่อเสียง เมื่อนำคำมาซ้อนกันแล้วทำให้ได้คำที่มีความหมายใหม่ เช่น คำว่า

 คำประสม คือ คำที่มีคำ 2 คำ หรือมากกว่านั้นมาประสมกันเข้าเป็น คำใหม่อีกคำหนึ่ง ซึ่งความหมายจะอยู่ที่คำต้น ส่วนคำที่ตามมาจะเป็นคำขยาย เช่น
ดีใจ ชาวนา ที่ดิน แม่เหล็ก
ตั้งใจ ของขวัญ ช่างทอง หมอความ
เครื่องบิน หัวหอม น้ำมนตร์
ความดี การเมือง

คำซ้อน คือ
 มะ ที่นำหน้าคำบอกกำหนดวัน ได้แก่ มะรืน มะเรื่อง กร่อนเสียงมาจากคำว่า เมื่อ คือ คำว่า เมื่อวาน เมื่อวานซืน
 ประโยคคำถาม จะมีคำวิเศษณ์แสดงคำถาม ได้แก่ คำว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร หรือไม่
 คำที่จะใช้บอกพหูพจน์ คือ
1. ใช้คำขยาย มาก มากมาย หลาย
2. ใช้คำบอกจำนวนนับ สอง สาม สี่ ห้า หก ฯลฯ
3. ใช้คำซ้ำ เช่น เด็ก ๆ หนุ่ม ๆ สาว ๆ
 คำนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรม อาจจะเปลี่ยนตำแหน่งได้หากต้องการเน้นความนั้น ๆ เช่น
แกงไก่ที่แม่ปรุงอร่อยมาก
แม่ปรุงแกงไก่ได้อร่อยมาก
 คำอุทาน คือ คำที่เปล่งออกมาด้วยอารมณ์สะเทือนใจ ตกใจ ดีใจ หรือแปลกใจ เช่น โครม ครืน อุ๊ย ว้าย ต%2XW6″>Magyar

  • <a href=”/friend/changeLang.do?lang=lt_LT
  • วิชาภาษาไทย

    กุมภาพันธ์ 8, 2009

    หลักภาษาไทย

    การฟัง การอ่าน การพูด การเขียน

                                             บทที่

                                          ภาษา

    vความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา

     

         คำว่า  ภาษา  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2542 ( 2546 : 822 ) ได้ให้ความหมายไว้ว่า   

     

    ภาษา  .  ถ้อยคำที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ  ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม  ; เสียง   ตัวหนังสือ หรือกิริยาอาการที่สื่อความได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน  ภาษาท่าทาง ภาษามือ ;    ( โบ )  คนหรือชาติที่พูดภาษานั้น ๆ  เช่น มอญ ลาว ทะวาย  นุ่งห่มและแต่งตัวตามภาษา.  ( พงศ. . 3 ) ;  ( คอม ) กลุ่มของชุดอักขระ สัญนิยม  และกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษาซี  ภาษาจาวา ;  โดยปริยายหมายความว่า สาระ ,  เรื่องราว ,  เนื้อความที่เข้าใจกัน , เช่น ตกใจจนพูดไม่เป็นภาษา  เขียนไม่เป็นภาษา   ทำงานไม่เป็นภาษา.

                            พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท ( 2520 : 578 )  ได้ทรงอภิปรายไว้โดยสังเขปว่า  ภาษาคือวาจาอันบุคคลกล่าว , ถ้อยคำ

                            ภาษา คือ สัญลักษณ์ที่มนุษย์ใช้ติดต่อสื่อสารกัน  ความหมายนี้เป็นความหมายอย่างกว้าง     ของภาษา  ส่วนภาษาในความหมายแคบหมายถึง  ถ้อยคำที่มนุษย์ใช้พูดเพื่อสื่อความหมายกัน  ( วัลลภา  วิทยารักษ์ ม.ป.ป: 1 )

             สรุป ความหมายของภาษา คือ ถ้อยคำที่ใช้พูดเพื่อเป็นเครื่องมือสื่อความหมายให้รู้ความประสงค์ของกันและกันได้พร้อมทั้งตอบสนองให้ถูก• เสียงของธรรมชาติ เช่น เสียงฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เสียง เสียงลม เสียงพายุพัด เป็นต้น
    • เสียงของวัตถุ เช่น เสียง เกราะ ระฆัง กะลา เสียงปืน การจุด ดอกไม้ไฟ การเป่าเขาสัตว์ และ ใบไม้ เป็นต้น
    • เสียงของเด็กทารก เช่น คำออกเสียงอ้อแอ้ แว้ ๆ โฮ ๆ ฮือ ๆ เป็นต้น
    ต้องตามเจตจำนงของผู้สื่อ ความหมายออกไป เช่น ด้วยการพูด การเขียน รวมทั้งกิริยาอาการ เป็นต้น

     

    vกำเนิดของภาษา

                       ตามแนวคิดและข้อสันนิษฐานของนักนิรุกติศาสตร์  ได้สรุปไว้มีดังนี้ คือ

    1.      เกิดจากการเลียนเสียงสิ่งแวดล้อมที่ได้ยินได้ฟัง  ได้แก่

    ·       เสียงสัตว์  เช่น  เสียง   กา ไก่ ค่าง  ชะนี  ตุ้กแก  แมว  วัว สุนัข เสือ  เป็นต้น

                   เสียงของธรรมชาติ เช่น  เสียงฝนตก  ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่า  เสียงคลื่น                   เสียงลม เสียงพายุพัด  เป็นต้น

    ·    เสียงของวัตถุ  เช่น  เสียง เกราะ  ระฆัง  กะลา  เสียงปืน  การจุด    ดอกไม้ไฟ   การเป่าเขาสัตว์ และ ใบไม้  เป็นต้น

    ·       เสียงของเด็กทารก  เช่น  คำออกเสียงอ้อแอ้  แว้ ๆ  โฮ ๆ ฮือ ๆ  เป็นต้น เกิดจากเสียงอุทานที่เปล่งออกมาในขณะที่ทำงาน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ  เช่น  จั้มปึ้ด ๆ  ฮุยเลฮุย  เย้ว   พ่อเย้ว   ฮึดเอ้าฮึด  มาละเหวย  มาละวา   เป็นต้น

                            3.  เกิดจากเสียงอุทานที่เปล่งออกมาในขณะที่เกิดความรู้สึกต่าง    เช่น  โอ๊ย เอ๊ะ  อ๊ะ  เฮ้  ฮึ่ม   เป็นต้น

                            4. เกิดจากการคิดคำขึ้นใช้ในลักษณะต่าง ๆ เช่น ดำ  ขาว  อ้วน  ผอม สูง ต่ำ  ร้อน หนาว เย็น เกลียด  รัก  รู้  คิด  เร็ว  ช้า  ไปมา   เป็นต้น

     

    Hello world!

    กุมภาพันธ์ 6, 2009

    Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!